บทความวิชาการด้าน จริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ (NCAB)

ความเข้าใจของผู้ติดเชื้อเอชไอวีชาวจีนเกี่ยวกับการรักษาการติดเชื้อเอชไอวีให้หาย อุดม ลิขิตวรรณวุฒิ  

          การศึกษาความเข้าใจของผู้ที่มีเชื้อเอชไอวีเกี่ยวกับการรักษาการติดเชื้อเอชไอวีให้หาย มีความสำคัญต่อทีมผู้วิจัยในด้านของการทำความเข้าใจกับความรับรู้ ความเข้าใจ ความคิด และจินตนาการของการอยู่ร่วมกับเอชไอวี รวมทั้งผลกระทบที่เกิดขึ้นในการมีชีวิตอยู่กับเอชไอวี และหรือหากไวรัสเอชไอวีถูกควบคุมให้อยู่ในปริมาณจำกัดจนไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันหรือถูกกำจัดให้หมดไปจากร่างกาย

          ผลการศึกษาจากการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ที่มีเอชไอวีชาวจีนที่อยู่ในเมืองกวางโจว 22 คน ที่อยู่ในบทความฉบับนี้ทำให้เห็นแง่มุมบางเรื่องเกี่ยวกับการรักษาการติดเชื้อเอชไอวีให้หาย อ่านดูแล้ว ชวนให้คิดว่าผู้ที่มีเอชไอวีในไทยมอง รับรู้ และคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไรบ้าง ในขณะที่ประเทศไทยมีผู้ที่มีเอชไอวีอยู่จำนวนมาก และเป็นหนึ่งในพื้นที่การวิจัยเรื่องนี้ ที่มีผู้ที่มีเอชไอวีเข้าร่วมการวิจัยเป็นจำนวนมากพอสมควร เมื่อเทียบกับพื้นที่อื่นๆ และสมาชิก CAB รวมทั้งชุมชนต่างๆ เอง มอง และเข้าใจเรื่องนี้อย่างไร อ่านต่อ>

อ่านบทความอื่นๆ >>

คลังข้อมูล

 

ทีมนักกิจกรรม คลิปเปิดตัวนักกิจกรรมรณรงค์สิทธิทางเพศ ในงานสมัชชา กพอ.ชาติ น้องๆนักกิจกรรมช่วยกันทำออกมาได้น่ารัก  มอบเป็นแรงใจและไฟฝัน ให้คนทำงานทุกคน

 

ดูข้อมูลอื่นๆ >>

รายงานเรื่องผลการสำรวจความคิดเห็นเรื่อง สิทธิทางเพศในวันที่ 28 พย.

เมื่อวานนี้ ในวันที่ 28 พฤศจิกายน เราได้ทำการสำรวจความคิดเห็นเรื่อง สิทธิทางเพศ กับประชาชนใน 4 จุดทั่วกรุงเทพฯ คือ  สวนจตุจักร สถานีขนส่งหมอชิต สถานีรถไฟหัวลำโพง และสยาม โดยมีกระบวนการสำรวจ 2 กระบวนการ คือ

  1. การแสดงความคิดเห็นบนกระดานสำรวจ
  2. การแสดงความคิดเห็น โดยใช้แบบสำรวจกระดาษ จำนวน 1,200 ชุด แบ่งเป็นจุดละ 300 ชุด

ประเด็นที่ใช้สำรวจความคิดเห็น มี 6 ประเด็น คือ

  1. เด็กควรได้เรียนรู้เรื่องเพศ
  2. เพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงาน ใครๆก็มีได้
  3. คนเพศเดียวกันจดทะเบียนสมรสได้
  4. ผู้หญิงยุติการตั้งครรภ์ที่ไม่พร้อมได้
  5. งานบริการทางเพศเป็นอาชีพ
  6. ติดเชื้อเอชไอวีก็ท้องได้

คำถามที่ใช้ในการสำรวจคือ สิทธิทางเพศข้อใดที่ท่านคิดว่า มีความสำคัญมากที่สุด 3 ข้อ 

ผลการสำรวจเรื่องสิทธิทางเพศที่มีผู้ให้คะแนนสูงสุด 3 ลำดับแรกคือ 
ลำดับที่ 1 เด็กควรได้เรียนรู้เรื่องเพศ   1,720 คะแนน
ลำดับที่ 2 เพศสัมพันธ์ก่อนแต่ง ใคร ๆ ก็มีได้   1,009 คะแนน
ลำดับที่ 3 ผู้หญิง ยุติการตั้งครรภ์ที่ไม่พร้อมได้ 952 คะแนน

ข้อสังเกตเบื้องต้นที่ได้จากการสำรวจ

  1. ประชาชนผู้ร่วมแสดงความคิดเห็น ให้ความสำคัญกับเรื่องสิทธิทางเพศของเด็กในการเรียนรู้เรื่องเพศ เพศสัมพันธ์ก่อนแต่ง และการยุติการตั้งครรภ์ที่ไม่พร้อมโดยมีคะแนนมาเป็นสามลำดับแรก

    ซึ่งอาจตั้งข้อสังเกตได้ว่า การทำงานเรื่องเอดส์ที่ผ่านมากว่า 20 ปี ได้ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงสำคัญในเรื่องทัศนคติของสังคม ในเรื่องการยอมรับเรื่องสิทธิของเด็กในการเรียนรู้เรื่องเพศ การยอมรับว่า การมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงานเป็นเรื่องหนึ่งที่เกิดขึ้นจริงในสังคมและเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ เช่นเดียวกับเรื่องการยอมรับสิทธิของผู้หญิงที่จะยุติการตั้งครรภ์ที่ไม่พร้อมได้ 
    อย่างไรก็ตามในทางปฏิบัติ 

    การทำงานผลักดันให้เกิดการจัดการเรียนรู้เรื่องเพศศึกษาให้มีคุณภาพและยั่งยืนยังเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก และการจัดให้มีบริการการยุติการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัยในระบบบริการของรัฐ ยังไม่สามารถทำได้จริง

  2. เมื่อมองไปที่เรื่องอีก 3 เรื่องที่ได้รับความสำคัญน้อยกว่าคือเรื่อง คนเพศเดียวกัน จดทะเบียนสมรสได้ งานบริการทางเพศเป็นอาชีพ และ ผู้ที่มีเชื้อเอชไอวีก็สามารถตั้งครรภ์ได้ 

    ซึ่งอาจตั้งข้อสังเกตได้ว่า สังคมยังให้ความสำคัญกับเรื่องสิทธิในด้านนี้น้อย จึงเป็นความท้าทายของคนทำงานที่จะต้องทำงานเรื่องนี้ต่อไป โดยอาจต้องมีการให้ข้อมูลเรื่อง มาตรการเรื่องการลดความเสี่ยงจากการถ่ายทอดเชื้อไปสู่ทารกเกิดใหม่ได้ ซึ่งจะทำให้ทารกที่เกิดมามีความปลอดภัย 
    สำหรับเรื่อง สิทธิของคนรักเพศเดียวกัน และผู้ที่ทำงานบริการทางเพศ ซึ่งเป็นข้อที่ผู้ตอบแบบสำรวจ ตั้งคำถามกลับมามากที่สุดก่อนที่จะตอบ ก็แสดงให้เห็นได้ว่า สังคมยังคงมีคำถาม มีข้อสงสัยและต้องการให้มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องนี้ให้มากขึ้น เช่นกัน

กิจกรรม กพอ.

เครือข่ายภาคประชาชนจี้รัฐต้องไม่ทำให้ วัคซีนมะเร็งปากมดลูกเป็นแค่อุปาทานหมู่

ตามที่เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2560 จากข่าวในสื่อสารมวลชนต่างๆ มีการรายงานความผิดปกติของนักเรียนหญิงจำนวน 11 คนของโรงเรียนบ้านกร่าง ต.บ้านกร่าง อ.เมือง จ.พิษณุโลก หลังได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก (HPV Vaccine) โดยพบอาการแน่นหน้าอก ใจสั่น หายใจไม่ทั่วท้อง และไม่มีแรง จนต้องนำส่งรักษาตัวที่โรงพยาบาลพุทธชินราชจำนวน 3 ราย ต่อมารองอธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ได้ชี้แจงในวันเดียวกันว่าเหตุการณ์ดังกล่าว ไม่ได้เกิดอาการแพ้จากการฉีดวัคซีน แต่เกิดจากการกลัวการฉีดยาจึงเกิดเป็นอุปาทานหมู่ หากแพ้วัคซีนจริงจะต้องมีอาการไข้หรือมีผื่นขึ้นร่วมด้วย และได้มีการฉีดวัคซีนมาแล้วกว่า 20,000ราย โดยไม่พบการรายงานผู้แพ้วัคซีนแต่อย่างใด อ่านเพิ่มเติม >>

 

ดูกิจกรรมอื่นๆของ กพอ. >>

Go to top