บทความวิชาการด้าน จริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ (NCAB)

ผลเลือดเปลี่ยนแปลงและการค้นหาการรักษาการติดเอชไอวี สัมภาษณ์ ดร.จินตนาถ อนันต์วรณิชย์ 

แปลโดย อุดม ลิขิตวรรณวุฒิ

แรงผลักดันในการทำงานของ ดร. จินตนาถ อนันต์วรณิชย์ นักวิจัยทางคลินิกคือการลดการตีตราและการเลือกปฏิบัติที่แรงผลักดันในการทำงานของ ดร. จินตนาถ อนันต์วรณิชย์ นักวิจัยทางคลินิกคือการลดการตีตราและการเลือกปฏิบัติที่เกี่ยวเนื่องกับการติดเอชไอวีที่ยังคงฝังแน่นอยู่ ความสนใจเกี่ยวกับการวิจัยของ ดร. จินตนาถครอบคลุมตั้งแต่การติดเอช-ไอวีในเด็กจนถึงการจำแนกวิเคราะห์การติดเอชไอวีในผู้ใหญ่ อ่านต่อ> 

อ่านบทความอื่นๆ >>

คลังข้อมูล

 

ทีมนักกิจกรรม คลิปเปิดตัวนักกิจกรรมรณรงค์สิทธิทางเพศ ในงานสมัชชา กพอ.ชาติ น้องๆนักกิจกรรมช่วยกันทำออกมาได้น่ารัก  มอบเป็นแรงใจและไฟฝัน ให้คนทำงานทุกคน

 

ดูข้อมูลอื่นๆ >>

โพลหนุนเด็กต่ำกว่า ๑๘ ปีสามารถตรวจเลือดเอดส์ได้ด้วยตัวเอง


เนื่องในวันเอดส์โลก ๑ ธันวาคมนี้ คณะกรรมการองค์การพัฒนาเอกชนด้านเอดส์ (กพอ.) ร่วมกับเครือข่ายคนทำงานด้านเอดส์ในประเทศไทย ๑๖ เครือข่ายและองค์กรภาคี สำรวจความคิดเห็นของประชาชนในหัวข้อ “คุณเห็นด้วยหรือไม่ที่ผู้มีอายุน้อยกว่า ๑๘ ปีสามารถตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวี (เอดส์) โดยไม่ต้องรับการยินยอมจากพ่อแม่ผู้ปกครอง” จำนวน ๑,๖๓๙ คนทั่วประเทศ ในวันที่ ๒๑ – ๒๘ พฤศจิกายน ที่ผ่านมา

          ผลการสำรวจพบว่า คนส่วนใหญ่ หรือร้อยละ ๗๗ เห็นด้วยกับการให้ผู้ที่อายุน้อยกว่า ๑๘ ปีสามารถตรวจหาการติดเชื้อฯ ได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ปกครอง โดยร้อยละ ๒๒.๔๒ ให้ความเห็นว่า เนื่องจากปัจจุบันสังคมเปลี่ยนไป คนในสังคมมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อย โดยไม่กล้าบอกพ่อแม่ในเรื่องเพศ และไม่ได้ป้องกันตัวเองให้มีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย ทำให้มีโอกาสเสี่ยงสูงที่จะได้รับเชื้อฯ ดังนั้นจึงควรให้เด็กตรวจหาเชื้อฯ ได้ และร้อยละ ๑๕.๙๔ เห็นว่า ควรให้เด็กตรวจหาเชื้อฯ เพื่อที่จะได้ป้องกันตัวเองและมีความปลอดภัยมากขึ้น

          ขณะที่ประชาชนร้อยละ ๒๓ ไม่เห็นด้วยที่จะให้เยาวชนสามารถตรวจหาเชื้อฯ ได้ด้วยตัวเอง เพราะเห็นว่ายังไม่บรรลุนิติภาวะ จึงอาจตัดสินใจเองไม่ได้ ถ้ารู้ผลอาจทำอันตรายต่อชีวิตของตัวเอง ร้อยละ ๔๐.๗๘ และร้อยละ ๓๓.๓๓ เห็นว่าเป็นเรื่องที่ควรให้ผู้ปกครองยินยอมและรับทราบ เพื่อจะได้ช่วยเหลือและแก้ไขปัญหา

          นายอภิวัฒน์ กวางแก้ว ประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ประเทศไทย ให้ความเห็นว่า เมื่อสังคมเปลี่ยนไป เด็กสามารถประเมินความเสี่ยงได้ว่าตัวเองอาจได้รับเชื้อฯ เช่น จากการรับข้อมูลมาจากการเรียนการสอนเพศศึกษา แต่การตัดสินใจของคนที่จะเข้ารับบริการ ถ้าบริการนั้นไม่เอื้ออำนวยความสะดวก เช่น ต้องไปขออนุญาตพ่อแม่ ในความเป็นจริงมันทำไม่ได้ เพราะจะถูกตำหนิ ตีตราว่าไปมีเพศสัมพันธ์ได้อย่างไร ซึ่งสิ่งนี้เป็นกำแพงใหญ่ที่ทำให้เยาวชนไม่สามารถเข้าสู่ระบบบริการได้

          “ที่รณรงค์เรื่องตรวจเลือดไม่ใช่แค่ว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย อาจไม่ได้ครอบคลุมเฉพาะเรื่องเอชไอวีเท่านั้น  แต่อยากให้สังคมเข้าใจเรื่องสิทธิด้วย เช่น สิทธิในเนื้อตัวร่างกายของตัวเอง ในการตัดสินใจของตัวเอง และเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่เยาวชนควรรับรู้จากพฤติกรรมของเขา ที่เขาต้องรับผิดชอบในเชิงพฤติกรรม หรือการรับรู้ข้อมูล และการเข้าถึงบริการ พร้อมหาทางออก” นายอภิวัฒน์กล่าว

          ประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อฯ กล่าวว่า ความกังวลใจของเขาคือ ถ้าระบบการตรวจหาเชื้อเอชไอวีโดยสมัครใจ (VCCT) ของระบบสาธารณสุขยังไม่แข็งแรงพอ เช่น การให้คำปรึกษาก่อนและหลังตรวจ หากเยาวชนทราบผลเลือดว่าเป็นบวก จะมีใครอยู่เคียงข้างเยาวชน หรือการบอกพ่อแม่จะเป็นหลักประกันหรือไม่ว่าพ่อแม่จะอยู่เคียงข้างเขา อย่างไร แต่ไม่ได้หมายถึงเฉพาะระบบบริการที่ต้องแข็งแรงเท่านั้น แต่หมายถึงอะไรก็ตามที่จะคอยเป็นที่ปรึกษา คอยพยุงให้เยาวชนได้รับคำปรึกษาตลอดการรักษาของเขา เช่น ระบบการให้คำปรึกษาต้องแข็งแรงพอ อย่างสายด่วนที่สามารถขอคำปรึกษาเรื่องเพศ/เอดส์ได้ตลอดเวลา และเชื่อมโยงสู่ระบบบริการได้ เป็นต้น

           ด้านนางสาวสุภัทรา นาคะผิว ผู้อำนวยการศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ ให้สัมภาษณ์ว่า น่าสนใจที่คนส่วนใหญ่เห็นด้วยที่ให้เด็กอายุต่ำกว่า ๑๘ ปี สามารถตรวจหาเชื้อเอชไอวีได้ โดยไม่ต้องขอความยินยอมจากผู้ปกครอง ซึ่งจากเหตุผลก็สะท้อนให้เห็นว่า คนส่วนใหญ่เข้าใจ และสนับสนุนให้เด็กเข้าถึงบริการ ซึ่งคนทำงานเอดส์เองก็พยายามผลักดันอยู่ ส่วนร้อยละ ๒๓ ที่ไม่เห็นด้วย จากเหตุผลก็เป็นความห่วงใย ซึ่งก็ดี อย่างไรก็ตามการที่จะให้เด็กเข้าถึงบริการ โดยไม่ต้องขอคำยินยอมจากผู้ปกครองนั้น ต้องมีมาตรการมารองรับไม่ให้เกิดผลกระทบด้านลบกับเด็กด้วย

          “มันไม่ใช่อยู่ๆ ก็ไปตรวจได้เลย แต่ต้องมีการให้คำปรึกษา และประเมินความพร้อมก่อน เพราะนี่คือเด็กเดินมาหาเราโดยสมัครใจ ซึ่งเราเชื่อว่าเขาได้คิด ได้ประเมินความเสี่ยงของตัวเองแล้ว และเราก็ต้องทำความเข้าใจกับคนในสังคมที่อาจยังไม่เข้าใจกระบวนการว่ามันมีการให้คำปรึกษา การประเมินความพร้อมก่อน และผลก็ต้องเป็นความลับด้วย ซึ่งคนอาจจะเข้าใจได้มากขึ้น” ผู้อำนวยการฯ กล่าว

          ผู้อำนวยการศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ กล่าวต่อไปว่า ขั้นตอนต่อไปก็จะต้องไปพูดคุยกับแพทยสภาว่าอะไรเป็นอุปสรรค และจะลดอุปสรรคเหล่านั้นลงได้อย่างไร ซึ่งถ้าแพทยสภาประกาศให้เด็กที่อายุต่ำกว่า ๑๘ ปีสามารถตรวจหาเชื้อฯ เองได้ จะช่วยทำให้เด็กเข้าถึงบริการ รวมทั้งแก้ปัญหาเรื่องเอชไอวี/เอดส์ของสังคมไทย โดยให้เยาวชนสามารถวางแผนป้องกันตัวเองได้ ไม่ว่าผลเลือดนั้นจะเป็นบวกหรือลบ หากเป็นลบก็ให้เป็นลบตลอดไป หรือหากเป็นบวกก็ต้องให้เข้ารับบริการได้อย่างทันท่วงที และลดการเจ็บป่วยได้ เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี

          นางสาวสุภัทรา กล่าวถึงที่มาที่ไปของการพยายามผลักดันให้เด็กอายุต่ำกว่า ๑๘ ปีสามารถตรวจหาเชื้อฯ ได้ด้วยตัวเองว่า สถานการณ์เอดส์ในสังคมไทยมีแนวโน้มของตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่อายุต่ำกว่า ๒๐ ปีลงมา และมีผู้ป่วยเอดส์อายุต่ำสุด ๒๐ ปี รวมถึงสถานการณ์ของสังคมเอื้ออำนวยให้เยาวชนมีเพศสัมพันธ์มากขึ้น ซึ่งการรับรู้เรื่องเอดส์จากการรณรงค์ หรือการเรียนเพศศึกษาในโรงเรียนช่วยผลักดันให้เขาเกิดการตระหนักและตื่นตัวมากขึ้น ซึ่งเขาก็ประเมินได้ในระดับหนึ่งว่ามีโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อฯ หรือไม่ แต่พอเยาวชนไปเข้ารับบริการก็เกิดการติดขัด เพราะผู้ให้บริการไม่สามารถให้บริการได้เนื่องจากติดข้อบังคับของแพทยสภา  

กิจกรรม กพอ.

>> เครือข่ายผู้หญิงฯ พร้อมภาคีเครือข่ายค้านขยายอายุรับวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก <<

 

>> สมัชชา กพอ.ชาติ <<

13-15 พย. 60 ณ เดอะไพน์รีสอร์ท ปทุมธานี

image

 

>> เครือข่ายภาคประชาชนจี้รัฐต้องไม่ทำให้ วัคซีนมะเร็งปากมดลูกเป็นแค่อุปาทานหมู่ <<

ตามที่เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2560 จากข่าวในสื่อสารมวลชนต่างๆ มีการรายงานความผิดปกติของนักเรียนหญิงจำนวน 11 คนของโรงเรียนบ้านกร่าง ต.บ้านกร่าง อ.เมือง จ.พิษณุโลก หลังได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก (HPV Vaccine) โดยพบอาการแน่นหน้าอก ใจสั่น หายใจไม่ทั่วท้อง และไม่มีแรง จนต้องนำส่งรักษาตัวที่โรงพยาบาลพุทธชินราชจำนวน 3 ราย ต่อมารองอธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ได้ชี้แจงในวันเดียวกันว่าเหตุการณ์ดังกล่าว ไม่ได้เกิดอาการแพ้จากการฉีดวัคซีน แต่เกิดจากการกลัวการฉีดยาจึงเกิดเป็นอุปาทานหมู่ หากแพ้วัคซีนจริงจะต้องมีอาการไข้หรือมีผื่นขึ้นร่วมด้วย และได้มีการฉีดวัคซีนมาแล้วกว่า 20,000ราย โดยไม่พบการรายงานผู้แพ้วัคซีนแต่อย่างใด อ่านเพิ่มเติม >>

 

ดูกิจกรรมอื่นๆของ กพอ. >>

Go to top