บทความวิชาการด้าน จริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ (NCAB)

ความเข้าใจของผู้ติดเชื้อเอชไอวีชาวจีนเกี่ยวกับการรักษาการติดเชื้อเอชไอวีให้หาย อุดม ลิขิตวรรณวุฒิ  

          การศึกษาความเข้าใจของผู้ที่มีเชื้อเอชไอวีเกี่ยวกับการรักษาการติดเชื้อเอชไอวีให้หาย มีความสำคัญต่อทีมผู้วิจัยในด้านของการทำความเข้าใจกับความรับรู้ ความเข้าใจ ความคิด และจินตนาการของการอยู่ร่วมกับเอชไอวี รวมทั้งผลกระทบที่เกิดขึ้นในการมีชีวิตอยู่กับเอชไอวี และหรือหากไวรัสเอชไอวีถูกควบคุมให้อยู่ในปริมาณจำกัดจนไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันหรือถูกกำจัดให้หมดไปจากร่างกาย

          ผลการศึกษาจากการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ที่มีเอชไอวีชาวจีนที่อยู่ในเมืองกวางโจว 22 คน ที่อยู่ในบทความฉบับนี้ทำให้เห็นแง่มุมบางเรื่องเกี่ยวกับการรักษาการติดเชื้อเอชไอวีให้หาย อ่านดูแล้ว ชวนให้คิดว่าผู้ที่มีเอชไอวีในไทยมอง รับรู้ และคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไรบ้าง ในขณะที่ประเทศไทยมีผู้ที่มีเอชไอวีอยู่จำนวนมาก และเป็นหนึ่งในพื้นที่การวิจัยเรื่องนี้ ที่มีผู้ที่มีเอชไอวีเข้าร่วมการวิจัยเป็นจำนวนมากพอสมควร เมื่อเทียบกับพื้นที่อื่นๆ และสมาชิก CAB รวมทั้งชุมชนต่างๆ เอง มอง และเข้าใจเรื่องนี้อย่างไร อ่านต่อ>

อ่านบทความอื่นๆ >>

คลังข้อมูล

 

ทีมนักกิจกรรม คลิปเปิดตัวนักกิจกรรมรณรงค์สิทธิทางเพศ ในงานสมัชชา กพอ.ชาติ น้องๆนักกิจกรรมช่วยกันทำออกมาได้น่ารัก  มอบเป็นแรงใจและไฟฝัน ให้คนทำงานทุกคน

 

ดูข้อมูลอื่นๆ >>

การสำรวจความเห็นเพื่อรณรงค์เนื่องในวันเอดส์โลก ประจำปี 2553

คุณเห็นด้วยหรือไม่ที่ ผู้มีอายุน้อยกว่า 18 ปีสามารถตรวจหาการติดเชื้อเอดส์โดยไม่ต้องรับการยินยอมจากพ่อแม่ผู้ปกครอง

 

โครงการสหประชาชาติด้านเอดส์ ได้รณรงค์ “การเข้าถึง (บริการสุขภาพ) เป็นสิทธิมนุษยชนที่ทุกคนต้องได้รับ หรือ “Universal Access and Human Rights”  ภายใต้หลักการนี้ ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือบัตรทองได้กำหนดให้บริการด้านการป้องกันและดูแลรักษาด้านเอชไอวีเอดส์ครอบคลุมในชุดสิทธิประโยชน์ รวมทั้งการรับบริการการปรึกษาและตรวจเลือดโดยสมัครใจเพื่อหาการติดเชื้อเอชไอวีด้วย

ปัจจุบันมีคนจำนวนมากที่เข้าไม่ถึงหรือไม่ได้รับบริการการปรึกษาและตรวจเลือดโดยสมัครใจ เนื่องมาจากทัศนคติสังคมที่ยังตีตราและเลือกปฏิบัติกับผู้มาขอรับบริการในเรื่องเอดส์ด้วย เพศ อายุ หรือเชื้อชาติ  เช่นกรณีของเยาวชนที่ไม่กล้ามาขอรับบริการตรวจเลือดเพราะถูกสังคมกำหนดว่า “เยาวชนยังไม่ควรมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร”  หรือเมื่อตัดสินใจขอรับบริการตรวจเลือดโดยสมัครใจ กลับต้องติดเงื่อนไขระเบียบข้อบังคับของแพทยสภาที่กำหนดให้เยาวชนต้องได้รับความยินยอมจากผู้ปกครองเสียก่อน ทำให้เยาวชนตัดสินใจไม่ไปรับบริการตรวจเลือดและสูญเสียโอกาสที่จะได้รับบริการให้คำปรึกษาและการเข้าถึงบริการด้านการป้องกันและดูแลรักษาด้านเอชไอวี

คณะกรรมการองค์กรพัฒนาเอกชนด้านเอดส์ (กพอ.) ร่วมกับเครือข่ายคนทำงานด้านเอดส์ในประเทศไทย 16 เครือข่ายและองค์กรภาคี  จึงรณรงค์ให้เด็กและเยาวชนที่อายุต่ำกว่า 18 ปี สามารถตัดสินใจตรวจเลือดได้ด้วยตนเอง  ตามหลักการเคารพสิทธิทางเพศ สิทธิด้านเอดส์ และสิทธิมนุษยชนของคนทุกเพศ ทุกวัย ที่มีสิทธิตัดสินใจด้วยตัวเองว่า จะเลือกดำเนินชีวิตทางเพศได้อย่างอิสระและปลอดภัยจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เอชไอวี/เอดส์ ท้องไม่พร้อม และความรุนแรงทางเพศ โดยไม่ถูกกีดกัน ไม่ถูกตีตราและเลือกปฏิบัติเมื่อไปขอรับบริการด้านสุขภาพ

สิทธิประโยชน์ในการรับบริการภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง)

ปัจจุบันระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือบัตรทอง ได้ครอบคลุมสิทธิในการเข้ารับบริการปรึกษาและตรวจเลือดเพื่อหาการติดเชื้อเอชไอวี ซึ่งเป็นบริการครอบคลุมคนไทยทุกคนที่มีบัตรประชาชน ไม่ว่าคุณจะใช้สิทธิการรักษาพยาบาลจากระบบใด (ประกันสังคม ประกันเอกชน รัฐวิสาหกิจ หรือข้าราชการ) ทุกคนสามารถมาขอรับบริการนี้ได้ในโรงพยาบาลที่อยู่ภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

ซึ่งในชุดสิทธิประโยชน์ระบุว่า สามารถตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวีโดยสมัครใจ หรือวีซีซีที (VCCT) ได้ฟรีปีละ 2 ครั้ง หากผลเลือดเป็นบวกก็จะได้รับบริการปรึกษาเพื่อการดูแลสุขภาพโดยกลับไปรับบริการตามสิทธิรักษาพยาบาลของแต่ละคน และหากพบว่าผลเลือดเป็นลบก็จะได้รับบริการให้คำปรึกษาเพื่อส่งเสริมการป้องกันให้ผลเลือดเป็นลบตลอดไป โดยทุกคนมีสิทธิขอรับถุงยางอนามัยเพื่อการป้องกันได้ทุกคน



กิจกรรม กพอ.

เครือข่ายภาคประชาชนจี้รัฐต้องไม่ทำให้ วัคซีนมะเร็งปากมดลูกเป็นแค่อุปาทานหมู่

ตามที่เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2560 จากข่าวในสื่อสารมวลชนต่างๆ มีการรายงานความผิดปกติของนักเรียนหญิงจำนวน 11 คนของโรงเรียนบ้านกร่าง ต.บ้านกร่าง อ.เมือง จ.พิษณุโลก หลังได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก (HPV Vaccine) โดยพบอาการแน่นหน้าอก ใจสั่น หายใจไม่ทั่วท้อง และไม่มีแรง จนต้องนำส่งรักษาตัวที่โรงพยาบาลพุทธชินราชจำนวน 3 ราย ต่อมารองอธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ได้ชี้แจงในวันเดียวกันว่าเหตุการณ์ดังกล่าว ไม่ได้เกิดอาการแพ้จากการฉีดวัคซีน แต่เกิดจากการกลัวการฉีดยาจึงเกิดเป็นอุปาทานหมู่ หากแพ้วัคซีนจริงจะต้องมีอาการไข้หรือมีผื่นขึ้นร่วมด้วย และได้มีการฉีดวัคซีนมาแล้วกว่า 20,000ราย โดยไม่พบการรายงานผู้แพ้วัคซีนแต่อย่างใด อ่านเพิ่มเติม >>

 

ดูกิจกรรมอื่นๆของ กพอ. >>

Go to top